Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

เผยโฉมใบหน้าวัยรุ่นมนุษย์โบราณเมื่อราว 9,000 ปีก่อน


เผยโฉมใบหน้าวัยรุ่น มนุษย์โบราณ
สตรีนางนี้มีชื่อว่า Avgi และหนสุดท้ายที่ใครได้เห็นใบหน้าของเธอคือเมื่อราว 9,000 ปีก่อน ในตอนที่เธออาศัยอยู่ยังภูมิภาคของกรีซ ช่วงปลายของยุคหินกลาง ช่วงเวลาที่ มนุษย์โบราณ เริ่มเปลี่ยนจากสังคมล่าสัตว์มาเป็นสังคมแห่งการเพาะปลูกแทน

ชื่อของ Avgi เทียบได้กับคำว่า Dawn หรือรุ่งอรุณ นักโบราณคดีตั้งชื่อนี้ให้เธอเนื่องจากเธอมีชีวิตอยู่ในช่วงรุ่งอรุณของความศิวิไลซ์ เมื่ออารยธรรมเริ่มก่อตัวถือกำเนิดขึ้น

ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และการตายของเธอนั้นมีน้อยมาก แต่นักโบราณคดีสังเกตเห็นโหนกแก้มอันโดดเด่นของผู้หญิงโบราณคนนี้ นอกจากนั้นเธอยังมีสันคิ้วและคางที่ชัดเจนอีกด้วย

ใบหน้าของ Avgi ถูกเปิดเผยโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอเธนส์ และถูกจัดแสดงในนิทรรศการที่จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ Acropolis เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

กระบวนการคืนใบหน้าให้แก่สตรีโบราณไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ, แพทย์ด้านกระดูก, ประสาทวิทยา, พยาธิแพทย์ และแพทย์ด้านรังสีวิทยาร่วมมือกันสร้างใบหน้าของ Avgi ขึ้นมา โดยกระบวนการฟื้นฟูที่นำทีมโดย Manolis Papagrigorakis ผู้เชี่ยวชาญด้านฟันและขากรรไกร ผลลัพธ์ของความร่วมมือจากหลายฝ่ายระบุว่าจากกะโหลกศีรษะดังกล่าวนี้น่าจะมีอายุประมาณ 15 ปี ในขณะที่ข้อมูลจากฟันระบุว่าฟันน่าจะมีอายุประมาณ 18 ปี

ช่วงเวลาหลายพันปีได้เปลี่ยนแปลงใบหน้าของมนุษย์ไป ทุกวันนี้ใบหน้าของผู้คนรุ่นใหม่ดูนุ่มนวลกว่าเมื่อเทียบกันแล้ว..
นอกเหนือจากบรรดาทีมแพทย์แล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังร่วมมือกับ Oscar Nilsson นักโบราณคดีและประติมากรชาวสวีเดนผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นคืนรูปเป็นพิเศษ ตัวเขาเคยคืนใบหน้าให้แก่มนุษย์โบราณมาแล้วหลายราย และโปรดปรานช่วงเวลายุคหินมากเป็นพิเศษ “ยุคหินเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ไม่เหมือนกับยุคสมัยของเรา แต่ร่างกายของเราไม่ต่างกัน” เขากล่าวเสริม

Nilsson เริ่มต้นทำงานกับกะโหลกศีรษะของเธอ ย้อนกลับไปในปี 1993 นักโบราณคดีค้นพบกะโหลกดังกล่าว ภายในถ้ำ Theopetra ทางตอนกลางของกรีซ ซึ่งพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์โบราณย้อนกลับไปได้ไกลถึงเมื่อ 130,000 ปีก่อน ทีมนักวิจัยใช้เทคโนโลยี CT สแกนและกระบวนการพิมพ์สามมิติเพื่อสร้างแบบจำลองใบหน้าของเธอขึ้นมา โดยโครงสร้างของใบหน้านั้นได้ข้อมูลจากกะโหลกศีรษะ ส่วนสีผิว สีตา และเส้นผมนั้นใช้ข้อมูลตามลักษณะของประชากรท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ

ทั้งนี้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Papagrigorakis, Nilsson และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอเธนส์สามารถฟื้นคืนใบหน้าของผู้คนที่เสียชีวิตไปแล้วกลับมาได้ ในปี 2010 พวกเขาประสบความสำเร็จในการคืนใบหน้าให้แก่เด็กหญิงชาวเอเธนส์วัย 11 ขวบ ที่มีชื่อว่า Myrtis ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่เมื่อราว 430 ปี ก่อนคริสตกาล หรือห่างจากช่วงเวลาที่ Avgi มีชีวิตอยู่ถึง 7,000 ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าใบหน้าของมนุษย์รุ่นใหม่นั้นดูนุ่มนวลกว่าเมื่อเทียบกันแล้ว


ใบหน้าของ Myrtis เด็กหญิงวัย 11 ขวบ ชาวเอเธนส์ ที่เสียชีวิตจากไข้ไทฟอยด์
“Avgi มีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์มาก ไม่เฉพาะที่เธอเป็นผู้หญิง แต่ยังรวมถึงลักษณะของใบหน้าและกะโหลก Myrtis เองมีใบหน้าที่ยังคงความเป็นเด็ก และดูไม่ต่างจากใบหน้าของพวกเราในทุกวันนี้เท่าไหร่นัก” Nilsson กล่าว “หลังการคืนใบหน้าของชายและหญิงจากยุคหินมาจำนวนหนึ่ง ผมคิดว่าคุณลักษณะบางอย่างของพวกเราหายไปในกาลเวลา ทุกวันนี้ใบหน้าของเราทั้งหญิงและชายแตกต่างกันชัดเจน”

สาเหตุการเสียชีวิตของ Agvi ยังคงเป็นปริศนา แต่สำหรับ Myrtis นักโบราณคดีรู้แล้วว่าเด็กน้อยเสียชีวิตจากไข้ไทฟอยด์ที่ระบาดในสมัยศตวรรษที่ 5 ของเมืองเอเธนส์ ปัจจุบันโรคดังกล่าวยังคงคร่าชีวิตผู้คนนับพันในแต่ละปี

นับตั้งแต่เทคโนโลยีสร้างภาพสามมิติถูกพัฒนาขึ้น นักโบราณคดีใช้ประโยชน์จากเทคนิคเหล่านี้สร้างภาพใบหน้าของมนุษย์โบราณมากมาย ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ใบหน้าของราชินีแห่งอาณาจักรโบราณในเปรู เพิ่งจะเผยโฉมให้ผู้คนได้ยล

นัยน์ตาปีศาจ (อังกฤษ: Evil eye) เป็นการมองที่เชื่อกันในหลายวัฒนธรรมว่าสามารถทำให้ผู้ถูกมองได้รับการบาดเจ็บหรือโชคร้าย

นัยน์ตาปีศาจ

บทความนี้จะขอเสนอเรื่องเครื่องราวของขลังของต่างประเทศนะครับ Evil eye
หรือนัยน์ตาปีศาจ... ก็อย่างว่าแล้วนะครับทุกประเทศก็มีความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้า รูปปั้น รูปเคารพอะไรต่างๆนานามากมาย 

แต่ถ้าจะเจาะลึกลงไปถึงความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังในแต่ละชาติบนโลกนี้แล้วมันมีมากมายเยอะแยะไปหมด ของหลอก ของจริง หรืออะไรๆ เราก็ไม่รู้ได้ สรุปคือเราเรียนรู้หรืออ่านเอาไว้เป็นข้อมูลระดับความรู้ มันก็ไม่เสียหาย นะครับ เชื่อหรือไม่เชื่อมันก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคน...เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า...นัยน์ตาปีศาจ (อังกฤษ: Evil eye)

👉🏾นัยน์ตาปีศาจ (อังกฤษ: Evil eye) เป็นการมองที่เชื่อกันในหลายวัฒนธรรมว่าสามารถทำให้ผู้ถูกมองได้รับการบาดเจ็บหรือโชคร้าย อันเกิดจากการจ้องมองด้วยความอิจฉาหรือความเดียดฉันท์ คำนี้มักจะหมายถึงอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่งในการก่อให้เกิดสิ่งที่เลวร้ายได้ด้วยการมองอย่างประสงค์ร้าย




บทความนี้อ้างอิงคริสต์ศักราช/คริสต์ทศวรรษ/คริสต์ศตวรรษ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเนื้อหา

“นัยน์ตาปีศาจนาซาร์” ที่ใช้ในการเป็นเครื่องรางในการป้องกันจากนัยน์ตาปีศาจที่ขายกันแพร่หลายในตุรกี

ความเชื่อดังกล่าวทำให้วัฒนธรรมหลายวัฒนธรรมพยายามหาทางป้องกันก่อนที่จะเกิดสิ่งที่เลวร้ายขึ้น ความคิดและความสำคัญของนัยน์ตาปีศาจก็แตกต่างกันออกไปเป็นอันมากระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ ความเชื่อนี้ปรากฏหลายครั้งในบทแปลของพันธสัญญาเดิม และแพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางในบรรดาอารยธรรมของกลุ่มชนต่าง ๆ ในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน กรีซคลาสสิกอาจจะเรียนรู้จากอียิปต์โบราณ และต่อมาก็ผ่านความเชื่อนี้ต่อไปยังโรมันโบราณ

ลักษณะของความเชื่อ





อิลยา เรพิน, "มุซฮิคกับนัยน์ตาปีศาจ" (ค.ศ. 1877)

แนวความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับนัยน์ตาปีศาจเชื่อว่าคนบางคนสามารถนำอันตรายมายังผู้อื่นได้ด้วยการจ้องด้วยตาที่มีเวทมนตร์ที่ประสงค์ร้าย แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นการจ้องด้วยความอิจฉา และความรุนแรงของอันตรายต่อผู้ที่ถูกจ้องก็ต่างกันออกไป ในบางวัฒนธรรมก็กล่าวว่าผู้ถูกจ้องจะประสบกับโชคร้าย หรือในกรณีอื่นก็เชื่อว่าการจ้องจะทำให้ผู้ถูกจ้องป่วย และบางครั้งอาจจะมีอาการหนักถึงเสียชีวิตได้ ในวัฒนธรรมเกือบทุกวัฒนธรรมเหยื่อของเวทมนตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าจะเป็นเด็กหรือทารก เพราะเด็กมักจะได้รับการเยินยอสรรเสริญจากคนแปลกหน้า หรือ จากสตรีที่ไม่มีบุตร แอแลน ดันด์สศาสตราจารย์สาขาวิชาตำนานพื้นบ้านแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อนี้ในวัฒนธรรมต่างๆ และพบว่ามีพื้นฐานร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งที่ว่าการแก้เคล็ดจะเกี่ยวกับการทำให้ชื้น และ การป้องกันจากภัยของการถูกมนต์ขลังของนัยน์ตาปีศาจ ที่ทำได้ด้วยปลาในบางวัฒนธรรมมีความเกี่ยวโยงกับปลาจะเปียกอยู่ตลอดเวลา ดันด์สข้อสังเกตตังกล่าวใน “Wet and Dry: The Evil Eye”

ความเชื่อเกี่ยวกับนัยน์ตาปีศาจในรูปแบบหนึ่งกล่าวว่า ผู้หนึ่งตามปกติแล้วจะมิได้เป็นผู้มีความประสงค์ร้ายต่อผู้ใดอาจจะมีอำนาจในการทำร้ายผู้ใหญ่, เด็ก, สัตว์เลี้ยง หรือ สิ่งของได้โดยเพียงแต่จ้องด้วยความอิจฉา คำว่า “Evil” อาจจะเป็นคำที่ทำให้เข้าใจผิดในบริบทนี้ เพราะเป็นคำที่มีนัยยะว่าบุคคลดังกล่าวจงใจที่จะ “แช่ง” ผู้โชคร้าย ความเข้าใจในความคิดเกี่ยวกับ “evil eye” ให้ดีขึ้นอาจจะมาจากคำภาษาอังกฤษสำหรับการจ้องมองด้วยนัยน์ตาปีศาจที่เรียกว่า “overlooking” ที่เป็นนัยยะว่าเป็นการจ้องอย่างจงใจเป็นเวลานานกว่าเหตุต่อสิ่งที่ประสงค์จะจ้องไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์เลี้ยง หรือ สิ่งของ

ขณะที่วัฒนธรรมบางวัฒนธรรมเชื่อว่านัยน์ตาปีศาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยผู้ที่โชคร้ายพอที่จะถูกแช่งโดยอำนาจที่มาจากการจ้องมอง แต่กระนั้นก็มีผู้ที่เชื่อว่าเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจงใจแต่ก็เป็นอำนาจที่มาจากความอิจฉา

ประวัติ

หลักฐานทางลายลักษณ์อักษรและหลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าความเชื่อในเรื่องนัยน์ตาปีศาจทางตะวันออกของบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนดำเนินมาเป็นเวลาหลายพันปี ที่เริ่มด้วย เฮซิโอด, คาลลิมาคัส, เพลโต, ดิโอโดรัส ซิคัลลัส, ธีโอคริตัส, พลูทาร์ค, พลินิ และ ออลัส เกลลิอัส ในงานเขียน “Envy and the Greeks” (ไทย: ความอิจฉาและชาวกรีก) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1978) ปีเตอร์ วอลค็อทกล่าวถึงงานอ้างอิงกว่าร้อยชิ้นของนักประพันธ์ผู้เขียนงานเกี่ยวกับนัยน์ตาปีศาจ การศึกษางานอ้างอิงเหล่านี้เพื่อทำการเขียนเกี่ยวกับนัยน์ตาปีศาจก็ยิ่งทำให้มองเห็นภาพที่ขาดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจากมุมมองของตำนานพื้นบ้าน, เทววิทยา, คลาสสิก หรือ มานุษยวิทยา ขณะการเขียนจากแนวต่างๆ เหล่านี้มักจะอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลที่ใกล้เคียงกัน แต่กระนั้นแหล่งข้อมูลแต่ละแหล่งก็จะมีมุมมองของความเข้าใจนัยน์ตาปีศาจที่ต่างกันออกไป ที่ว่าเป็นความเชื่อที่ว่าบุคคลบางคนมีตาที่มีอำนาจในการก่อให้เกิดความเจ็บป่วยหรือความตายแก่ผู้ที่ถูกจ้องมองได้ไม่ว่าจะโดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

นัยน์ตาปีศาจในสมัยคลาสสิก

ความเชื่อในเรื่องนัยน์ตาปีศาจในสมัยโบราณมีพื้นฐานมาจากหลักฐานของแหล่งข้อมูลเช่น อริสโตฟานีส, เอเธเนียส และ พลูทาร์ค และยังมีผู้คาดกันว่าโสกราตีสเป็นผู้มีอำนาจในการใช้นัยน์ตาปีศาจ และผู้ติดตามและผู้ชื่นชมในตัวโสกราตีสต่างก็หลงเสน่ห์จากการจ้องมองอย่างเอาจริงเอาจังของโสกราตีส ลูกศิษย์ของโสกราตีสเรียกกันว่า “Blepedaimones” ที่แปลว่าการมองอย่างดีมอน (demon) ไม่ใช้เพราะเป็นผู้ที่ถูกสิงหรือมีอำนาจในการใช้นัยน์ตาปีศาจ แต่เพราะถูกสงสัยว่าเป็นผู้ที่ตกอยู่ภายใต้การสะกดจิตและอันตรายจากการชักจูงของโสกราตีส

ในสมัยกรีก-โรมันคำอธิบายอย่างมีเหตุผลของอำนาจของนัยน์ตาปีศาจเป็นสิ่งที่ปรากฏทั่วไป คำอธิบายของพลูทาร์คกล่าวว่าตาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดถ้าไม่เป็นสิ่งเดียว ที่เป็นที่มาของรังสีที่เป็นอันตรายที่พุ่งออกมาราวกับศรพิษจากส่วนลึกของบุคคลผู้เป็นเจ้าของอำนาจของนัยน์ตาปีศาจ (Quaest.Conv. 5.7.2-3=Mor.80F-81f) พลูทาร์คกล่าวถึงอำนาจของนัยน์ตาปีศาจว่าเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งไม่อาจจะอธิบายได้ที่เป็นแหล่งของอำนาจอันวิเศษและเป็นที่มาของความน่ากังขา

ความเชื่อในเรื่องนัยน์ตาปีศาจในสมัยโบราณก็ต่างกันออกไปตามแต่ภูมิภาคและยุคสมัย และความกลัวนัยน์ตาปีศาจก็รุนแรงไม่เท่าเทียมกันไปทุกมุมเมืองในจักรวรรดิโรมัน บางท้องที่ก็อาจจมีความหวาดกลัวที่สูงกว่าท้องที่อื่น ในสมัยดรมันไม่แต่บุคคลเท่านั้นที่เชื่อกันว่าอาจจะเป็นผู้มีอำนาจในการใช้นัยน์ตาปีศาจ และ อาจจะเป็นกลุ่มชนทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะประชากรชาวพอนทัส หรือ ซิทเธียที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มชนที่มีอำนาจในการใช้นัยน์ตาปีศาจ

การเผยแพร่ของความเชื่อในเรื่องนัยน์ตาปีศาจไปทางตะวันออกเกิดขึ้นระหว่างการขยายอำนาจของอเล็กซานเดอร์มหาราชที่เป็นการเผยแพร่ความเชื่อนี้และความเชื่อต่างๆ ของกรีกไปทั่วจักรวรรดิ

การเผยแพร่ความเชื่อ


ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยนัยน์ตาปีศาจในคาพะโดเคียในตุรกี

ความเชื่อในเรื่องนัยน์ตาปีศาจที่รุนแรงที่สุดอยู่ในบริเวณตะวันออกกลาง, แอฟริกาตะวันออก, แอฟริกาตะวันตก, อเมริกากลาง, เอเชียใต้, เอเชียกลาง และ ยุโรป โดยเฉพาะในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน ที่นอกจากนั้นแล้วก็ยังเผยแพร่ไปยังบริเวณอื่นที่รวมทั้งตอนเหนือของยุโรป โดยเฉพาะในบริเวณวัฒนธรรมเคลต์ และใน อเมริกา ที่นำเข้าไปโดยนักอาณานิคมยุโรป และต่อมาผู้ย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่มาจากตะวันออกกลาง, แอฟริกาตะวันออก, แอฟริกาตะวันตก, อเมริกากลาง

ความเชื่อในเรื่องนัยน์ตาปีศาจพบในบทเขียนของอิสลามที่ศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “อิทธิพลของนัยน์ตาปีศาจเป็นเรื่องที่จริง...” นอกจากนั้นกิจการการขจัดนัยน์ตาปีศาจก็ยังเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายโดยมุสลิม เช่นแทนที่จะกล่าวชมความงามของเด็กโดยตรง ก็มักจะกล่าวว่า “ما شاء الل” ที่แปลว่า “ถ้าเป็นสิ่งพระเจ้ามีพระสงค์” แทนที่ ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวว่าเป็นพรที่เป็นอำนาจของพระเจ้าที่ประทานให้บุคคลที่ได้รับการชื่นชม นอกจากจะมีหลักฐานสนับสนุนในบทเขียนของอิสลามแล้ว ก็ยังมีความเชื่ออื่นๆ ในเรื่องนัยน์ตาปีศาจที่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่พบในศาสนาพื้นบ้านที่มักจะเกี่ยวกับการใช้เครื่องรางในการป้องกันจากภัยที่อาจจะประสบ

แม้ว่าความคิดในเรื่องการจ้องมองแทบจะไม่พบในสังคมเอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความเชื่อเรื่องการ Usog ในฟิลิปปินส์ถือเป็นข้อยกเว้น

ชาวยิวอัชเคนาซิในยุโรปและสหรัฐอเมริกา[ใคร?] มักจะอุทานว่า “Keyn aynhoreh” (ไทย: ไม่เอานัยน์ตาปีศาจ) ในภาษายิดิช เพื่อเป็นการป้องกันจากการสาปแช่งหลังจากที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับคำชมโดยไม่ทันคิด หรือ หลังจากการประกาศข่าวดี

ในบริเวณภูมิภาคอีเจียน และอื่นๆ ที่ผู้มีตาสีอ่อนน้อย ก็เป็นที่เชื่อกันว่าผู้ที่มีตาสีเขียวเป็นผู้มีอำนาจในการใช้นัยน์ตาปีศาจไม่ว่าจะโดยการจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม ความเชื่อนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ผู้คนจากต่างวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นกับความเชื่อดังกล่าว เช่นผู้คนจากทางเหนือของยุโรป อาจจะปฏิบัติในสิ่งที่ขัดกับประเพณีท้องถิ่นในการจ้องมองหรือการชมความงามของเด็ก ฉะนั้นในกรีซและตุรกีเครื่องรางที่ใช้ในการต่อต้านอำนาจของนัยน์ตาปีศาจจึงเป็นตาสีฟ้า

สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องของอำนาจของนัยน์ตาปีศาจ คำเปรยเช่น “to give someone the evil eye” จึงมักจะมีความหมายเพียงว่าเป็นการจ้องมองด้วยความโกรธหรือความเดียดฉันท์เท่านั้น

ยันต์และการแก้

การพยายามที่จะป้องกันจากนัยน์ตาปีศาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการใช้เครื่องรางกันหลายวัฒนธรรม เครื่องรางประเภทนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “apotropaic” (ที่มาจากภาษากรีกว่า “prophylactic” หรือ “ป้องกัน”) ที่แปลตรงตัวว่าเครื่องรางที่ “หันเหไปทางอื่น” หรือปัดอันตรายไปทางอื่น

สิ่งที่ง่ายที่สุดในการป้องกันในประเทศยุโรปที่เป็นคริสเตียนคือกาทำสัญญาณกางเขนด้วยนิ้วมือไปยังแหล่งที่มาของอันตราย หรือ ผู้โดยอันตรายที่บรรยายในบทแรกของนวนิยายเรื่อง “แดรคคิวลา” โดยแบรม สโตเคอร์ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1897:

เมื่อเราเริ่ม ฝูงชนรอบประตูโรงเตี๊ยมซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่พอควร และต่างคนก็ทำสัญญาณกางเขน และชี้นิ้วมายังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถามเพื่อนผู้โดยสารให้ช่วยอธิบายอย่างขลุกขลักว่าหมายความว่าอย่างไร ซึ่งก็ไม่ได้ตอบทันที แต่เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าเป็นคนอังกฤษ จึงได้อธิบายว่าเป็นการแสดงสัญญาณเพื่อกันจากนัยน์ตาปีศาจ

แป้นหรือลูกกลมที่เป็นวงน้ำเงินรอบวงกลมขาว ที่รอบนอกมักจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ตามด้วยสีน้ำเงินอ่อน, ขาว และ น้ำเงินเข้ม เป็นสัญลักษณ์ของนัยน์ตาปีศาจที่เป็นที่นิยมใช้เป็นยันต์ในตะวันออกกลางที่อาจจะพบที่หัวเรือในเรือที่ใช้ในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนและที่อื่นๆ ตามตำนานแล้วตายันต์ที่จ้องเป็นสิ่งที่หันเหนการจ้องด้วยความประสงค์ร้ายกลับไปยังผู้จ้อง

เครื่องยันต์ดังกล่าวเรียกว่า “nazar” (ตุรกี: nazar boncuğu หรือ nazarlık) ที่จะเป็นเครื่องยันต์ที่เห็นกันอย่างแพร่หลายในตุรกี ที่จะพบในหรือหน้าบ้าน หรือบนรถยนต์ หรือสรวมใส่เป็นสร้อยลูกปัด

ตาสีฟ้าอาจจะพบในรูปแบบอื่นเช่น “มือฮัมซา” ซึ่งมีรูปร่างเป็นมือที่มีตาอยู่บนฝ่ามือที่พบในตะวันออกกลาง นอกจากนั้นคำว่า “hamsa” อาจจะสะกดเป็น “khamsa” หรือ “hamesh” คือ “ห้า” ที่หมายถึงนิ้วห้านิ้ว ในฆราวัสวัฒนธรรมของชาวยิว ฮัมซาเรียกว่า “มือของมิเรียม” และในวัฒนธรรมมุสลิมเรียกว่า “มือของฟาติมะห์”

กรีซ

นัยน์ตาปีศาจในภาษากรีกเรียกว่า “ματι” ที่ใช้เป็นเครื่องยันต์มาตั้งแต่อย่างน้อยก็ในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช ที่พบเสมอบนภาชนะสำหรับดื่ม 

ในกรีซนัยน์ตาปีศาจถูกกำจัดโดย “ξεμάτιασμα” (“xematiasma”) โดยผู้ทำการจะท่องมนต์คาถาลับที่ได้มาจากญาติโยมอาวุโสเพศตรงข้ามที่มักจะเป็นปู่ย่า คาถาจะได้รับก็เมื่อมีสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงเกิดขึ้น เพราะผู้ที่ถ่ายทอดคาถาเมื่อถ่ายทอดแล้วตนเองก็จะหมดอำนาจในการขจัดภัยจากนัยน์ตาปีศาจ

คาถาเหล่านี้ก็แตกต่างกันไปตามแต่ท้องถิ่น แต่บทที่นิยมใช้กันก็จะเป็นคาถาที่อ้างถึงพระแม่มารี ที่ท่องสามครั้ง กล่าวกันว่าถ้าผู้ใดถูกมนต์ของนัยน์ตาปีศาจเข้าทั้งผู้ถูกมนต์และผู้รักษาก็จะมีอาการหาวอย่างต่อเนื่องกัน ผู้รักษาก็จะทำสัณญาณกางเขนสามครั้ง และ ถุยน้ำลายขึ้นไปสามครั้ง

การ “ทดสอบ” อีกอย่างหนึ่งคือการเช็คคือการเช็คน้ำมัน ตามปกติแล้วน้ำมันมะกอกจะลอยในน้ำเพราะน้ำมันเบากว่าน้ำ การทดสอบก็ทำได้โดยเอาน้ำมันหยดหนึ่งใส่ลงไปในแก้วน้ำโดยเฉพาะน้ำมนต์ ถ้าหยดน้ำมันลอยก็แปลว่าไม่ได้ถูกมนต์จากนัยน์ตาปีศาจ แต่ถ้าน้ำมันไม่ลอยขึ้นมาก็แปลว่าต้องมนต์ อีกวิธีหนึ่งเอาน้ำมันสองหยดใส่ลงไปในแก้วน้ำแยกกัน ถ้าน้ำมันทั้งสองหยดยังคงไม่มารวมกันก็แปลว่าน้ำมันนั้นไม่ต้องมนต์ แต่ถ้ามารวมกันเป็นหยดเดียวกันก็แปลว่าต้องมนต์ การทดลองนี้มักจะทำกับผู้สูงอายุที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้มีอำนาจในการรักษา

คริสต์ศาสนปราชญ์ของกรีกยอมรับความเชื่อเรื่องนัยน์ตาปีศาจเกี่ยวกับปีศาจ และ ความอิจฉา ในเทววิทยาของกรีกนัยน์ตาปีศาจ หรือ “βασκανία” (vaskania) ถือว่าเป็นสิ่งที่มีอันตรายต่อผู้ที่แสดงใช้ความอิจฉาในการสร้างอันตรายต่อผู้อื่นนอกไปจากผู้ที่ถูกต้องมนต์เอง ลัทธิกรีกออร์โธด็อกซ์มีบทสวดมนต์สำหรับป้องกันจาก “βασκανία”จากหนังสือสวดมนต์ อ “Μέγαν Ιερόν Συνέκδημον” (Mega Hieron Syenekdymon).

โรม


มือฮัมซา คือ ยันต์ที่ใช้ในการป้องกันนัยน์ตาปีศาจ

ในสมัยโรมันโบราณมีผู้ที่เชื่อว่าเครื่องรางองคชาต และ สิ่งตกแต่งเป็นสิ่งที่ใช้กันนัยน์ตาปีศาจ เครื่องรางดังกล่าวในภาษาละตินเรียกว่า “Fascinus” หรือ “หน่อองคชาต” ที่มาจากคำกิริยา “Fascinare” (ต้นรากของคำว่า “Fascinate” ในภาษาอังกฤษ) ที่แปลว่า “แช่งชัก” เช่นเดียวการใช้นัยน์ตาปีศาจ

ตัวอย่างหนึ่งของเครื่องรางดังกล่าวก็ได้แก่ “เครื่องรางคอร์นิเชลโล” (cornicello) ที่แปลตรงตัวว่า “เขาเล็ก” ในภาษาอิตาลีสมัยใหม่เรียกว่า “Cornetti” หรือบางที่ก็เรียกว่า “Cornuto” หรือ “Corno” ที่ต่างก็แปลว่าเขา ซึ่งเป็นเครื่องรางรูปเขาที่บิดม้วนเล็กน้อย เครื่องรางคอร์นิเชลโลมักจะแกะจากปะการังสีแดงหรือจากเงินหรือทอง เขาที่ใช้เป็นทรงที่เลียนแบบเขาแกะหรือแพะ แต่อันที่จริงแล้วบิดเหมือนเขาละมั่งแอฟริกาหรือสัตว์ตระกูลเดียวกันมากกว่า

ในบรรดาชนชาติในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนที่ไม่ใช้เครื่องยันต์ที่เป็นองค์ชาติก็อาจจะใช้สัญลักษณ์ที่ทำด้วยมือแทนโดยการชูนิ้วชี้และนิ้วก้อย ในลาตินอเมริกางานสลักของกำมือที่หัวแม่มือกดระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางก็ยังใช้เป็นเครื่องรางนำโชคกันอยู่

ในหนังสือ “A History of Oral Interpretation” (ประวัติของการตีความหมาย) โดยยูจีน บาห์น และ มาร์กาเร็ต แอล. บาห์นกล่าวว่า “'วัตถุประสงค์สำคัญของคำพูดคือการพิทักษ์จากนัยน์ตาปีศาจ และแม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีบทขับสำหรับป้องกันจากความโชคร้ายในสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง” ที่มีสาเหตุมาจาก “อุปกรณ์เพื่อยับยั้งความอิจฉาของจิตวิญญาณที่มีอำนาจเหนือชะตาของมนุษย์. . .”

ศาสนายูดาห์

“นัยน์ตาปีศาจ” ได้รับการกล่าวถึงหลายครั้งใน “Ethics of Our Fathers” (หลักจริยธรรมของบรรพบุรุษ) โดย Pirkei Avot ในบทที่ 2 กล่าวถึงลูกศิษย์ห้าคนของราไบโยคานัน เบน ซาไคที่ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการดำรงชีวิตในแนวทางที่ดีและเลี่ยงการทำความชั่ว ราไบเอลิเอเซอร์กล่าวว่านัยน์ตาปีศาจเลวร้ายกว่าเพื่อน หรือ เพื่อนบ้านที่เลว หรือ ผู้ประสงค์ร้าย 

ศาสนายูดาห์เชื่อว่า “ตาดี” เป็นตาที่ส่งความประสงค์ดีและความกรุณาต่อผู้อื่น ผู้ที่มีทัศนคติดังกล่าวจะมีความสุขกับการได้ดีของผู้อื่น และเป็นผู้มีความประสงค์ดีต่อเพื่อนมนุษย์ 

ส่วน “นัยน์ตาปีศาจ” เป็นทัศนคติตรงกันข้าม ผู้ที่เป็นเจ้าของ “นัยน์ตาปีศาจ” นอกจากจะเป็นผู้ที่มีแต่ความทุกข์และจะมีความทุกข์ทรมานเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี แต่จะมีความสุขเมื่อเห็นผู้ใดประสบเคราะห์ ผู้ที่มีบุคลิกดังกล่าวเป็นอันตรายต่อความบริสุทธิ์ของจริยธรรมของคนทั่วไป 

นี่คือทัศนคติโดยทั่วไปของศาสนายูดาห์เกี่ยวกับ “นัยน์ตาปีศาจ” ผู้ที่มีความเชื่อในคาบาลาห์หรือตำนานความเชื่อเรื่องลึกลับของยิวเชื่อว่าการใช้ด้ายแดงจะช่วยกันภัยจาก “นัยน์ตาปีศาจ” และกล่าวกันว่าการเห็นด้ายแดงตัดกับสีผิวก็ควรจะเป็นเครื่องเตือนเกี่ยวกับบทเรียนของเรเชล และสนับสนุนให้เราประพฤติตัวในวิถีทางที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตในทางที่ถูกที่ควร

อินเดีย

อินเดีย “นัยน์ตาปีศาจ” ที่เรียกว่า “drishtidosham” (แปลตรงตัวว่า “ตาแช่ง”) หรือ “nazar” เป็นตาที่ถอดจาก “Aarti” กระบวนการถอดก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แล้วแต่ผู้ถูกถอด ถ้าเป็นการถอด “นัยน์ตาปีศาจ” ของมนุษย์ก็จะมีการทำพิธีไฟศักดิ์สิทธิ์บนถาดตามประเพณีฮินดู โดยการวนถาดหน้าผู้นั้นเพื่อดึงความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นออกจากผู้นั้น บางครั้งผู้ถูกแก้มนต์ก็อาจจะต้องถ่มน้ำลายลงบนกองพริกบนถาด แล้วเอาไปโยนเข้ากองไฟ ถ้ามีควันขึ้นมามากผู้นั้นก็จะถูกเย้ยหยันและจะไม่มีใครจ้องด้วยนัยน์ตาปีศาจได้ แต่ถ้าไม่มีควัน ผู้นั้นก็จะปลอดจาก “นัยน์ตาปีศาจ” แต่ถ้าเป็นยานพาหนะก็จะใช้มะนาวแทนพริก โดยให้รถแล่นทับมะนาวจนแตกเละ แล้วเอามะนาวลูกใหม่แขวนไว้กับพริกเพื่อกัน “นัยน์ตาปีศาจ” ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต การแขวนดังกล่าวอาจจะพบในร้านค้าหรือบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่มักจะแขวนกันตรงประตู เจ้าของร้านชาวอินเดียบางคนก็อาจจะเผากระดาษหนังสือพิมพ์แล้วโบกเวียนก่อนที่จะปิดร้านกลับบ้าน

นอกจากตั้นก็อาจจะมีการใช้แป้งสีคุมคุมบนแก้คู่บ่าวสาวหรือเด็กก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการขจัดอำนาจของ “นัยน์ตาปีศาจ” ทารกหรือเด็กโดยทั่วไปจะถือว่ามีความบริสุทธิ์และจะดึงดูด “นัยน์ตาปีศาจ” แม่จึงมักแต้มจุดบนแก้มหรือหน้าผากของเด็กเพื่อให้เป็นตำหนิที่กันจาก “นัยน์ตาปีศาจ” หรืออาจจะผูกสายด้ายสีดำรอบเอวเด็กเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน บางครั้งก็อาจจะแขวนห้อยหรือเครื่องรางบนสายคาดเอ็วด้วยก็ได้

อิสลาม

ตามธรรมเนียมมุสลิมบางอย่างถ้าจะมีการเยินยอกัน ผู้ทำการเยินยอก็จะใช้คำว่า “ما شاء الله”(Masha'Allah) ที่แปลว่า “ถ้าเป็นสิ่งพระเจ้ามีพระสงค์” เพื่อกันจากอันตรายของ “นัยน์ตาปีศาจ” ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่ดีหรือร้ายที่จะเกิดขึ้นก็ขึ้นอยู่กับพระประสงค์ของพระเจ้า ผู้พูดภาษาดารีในอัฟกานิสถานใช้วลี “Nam-e Khoda” ที่แปลว่า “ในนามของพระเจ้า” แทน “ما شاء الله” หรือ “Chashmi bad dur” ที่แปลว่า “ขอให้ “นัยน์ตาปีศาจ” ไปอยู่ไกลๆ” และในภาษาอูรดู หรือในภาษาทาจิคที่เพี้ยนไปเล็กน้อย

ตุรกี

ดูบทความหลักที่: Evil eye in Turkish Culture

เรือบินตุรกีที่มี “Nazar boncuğu” หรือ “นัยน์ตาปีศาจ”

ในตุรกี เครื่องประดับ “นัยน์ตาปีศาจ” และ ของกระจุกกระจิกเป็นที่มีกันแพร่หลาย ประคำหลากสี, กำไล, สร้อยคอ, กำไลข้อเท้า และ เครื่องตกแต่งอื่นๆ ต่างก็ใช้สัญลักษณ์ “นัยน์ตาปีศาจ” ในการตกแต่งที่รวมทั้งเรือบิน

บังกลาเทศ

เด็กในบังกลาเทศมักจะมีจุดดำบนหน้าผากเพื่อกันจากความชั่งร้ายของ “นัยน์ตาปีศาจ” เด็กหญิงที่มักจะได้คำชมว่าสวยมักจะมีจุดดำหลังใบหู เพื่อไม่ให้ใครเห็น

อิหร่านและภูมิภาคเพื่อนบ้าน

อิหร่าน, อิรัก, ทาจิกิสถาน และ อัฟกานิสถานจะเผาต้นฮาร์มาล (Peganum harmala หรือเรียกว่าเอสฟานด์ หรือ เอสพันด์ด้วยถ่าน ที่เมื่อปะทุก็จะโชยควันหอมที่ใช้โบกเหนือศีรษะผู้ที่ต้องสงสัยว่าโดนมนต์ หรือโดนจ้องโดยคนแปลกหน้า จากนั้นก็จะท่องบทสวดมนต์โซโรอัสเตอร์ขจัด “Bla Band” บทสวดมนต์ดังกล่าวท่องโดยทั้งมุสลิมและผู้ถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ในบริเวณที่มีการใช้เอสฟานด์ในการขจัดความชั่วร้าย ในอิหร่านบางครั้งก็จะมีการทำพิธีนี้ในภัตตาคาร ที่ลูกค้าอาจจะถูกจ้องโดยคนแปลกหน้า บางครั้งก็จะมีการใช้เอสฟานด์แห้งในบางบริเวณในตุรกี

ทิเบตและภูมิภาคหิมาลัย




ลูกปัดซีของทิเบต

ในทิเบตและบริเวณใกล้เคียงลูกปัดซี (Dzi bead) ถือกันว่าเป็นเครื่องรางในการขจัดภัยจาก “นัยน์ตาปีศาจ” และเป็นเครื่องรางที่นำโชค ขึ้นอยู่กับลวดลายและจำนวนตา ลูกปัดซีโบราณเป็นลูกปัดที่มีราคาสูงที่สุดเท่าที่ทราบกันมา หินซีเริ่มปรากฏขึ้นราว 2000 ถึง 1000 ปีก่อนคริสต์ศักราชในทิเบตโบราณ กล่าวกันว่าลูกปัดหลายแสนลูกถูกนำกลับมาโดยนักรบทิเบตจากภูมิภาคบัคเทรียเหนือเทือกเขาฮินดูกูชหรือทาจิกิสถานโบราณระหว่างที่ไปทำการปล้นรบ หรือ ต่อมายึดครอง ความกลัวอำนาจของ “นัยน์ตาปีศาจ” เป็นเรื่องที่จริงจังในหมู่ชนทิเบต ซึ่งทำให้เกิดการสร้างเครื่องรางในการป้องกันภัยอันเกิดจากอำนาจของ “นัยน์ตาปีศาจ” ขึ้นที่เป็นรูปตาเช่นกัน ลูกปัดซีสร้างด้วยโมราตกแต่งด้วยเส้นและวงโดยใช้วิธีโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ เช่นทำสีให้เข้มขึ้นโดยการใช้น้ำตาลพืช และ ทำให้ร้อนและลอกให้สีอ่อนลง และเส้นตัดสีขาวทำด้วยนาทรอนโบราณ หรือด่างชนิดอื่น บางส่วนก็ทิ้งเอาไว้โดยไม่ก็ใช้ไขมัน, ดินเหนียว, ขี้ผึ้ง หรือ สารประเภทดังกล่าว วิธีการทำในสมัยโบราณได้แต่เพียงสันนิษฐานกันเท่านั้น

ลูกปัดซีมีด้วยกันสองหรือสามชนิด ชนิดหนึ่งมีเส้นของและ “ตา” และที่มีตาตามธรรมชาติของหิน ลูกปัดซีมักจะมีทรงกลมรีแต่ก็มีบ้างที่เป็นรูปเหรียญ

ลาตินอเมริกา

ในเม็กซิโก และ อเมริกากลาง ทารกจะมีอัตราเสี่ยงต่ออันตรายจาก “นัยน์ตาปีศาจ” สูงและมักจะให้ใส่กำไลเครื่องรางเพื่อพิทักษ์ โดยเฉพาะที่มีจุดเหมือนตา วิธีป้องกันอีกวิธีหนึ่งคือให้ผู้ชื่นชมกับเด็กได้จับต้องตัวเด็ก

วิธีรักษาอีกวิธีหนึ่งในเม็กซิโกก็โดย “curandero” (พ่อมด) จะลูบตัวผู้ต้องมนต์ด้วยฟองไข่ไก่ดิบเพื่อกำจัดอำนาจของผู้ที่มีอำนาจในการใช้ “นัยน์ตาปีศาจ” แล้วก็เอาไข่ไก่ไปทุบใส่ชามแก้วเพื่อตรวจสอบรูปร่าง รูปทรงไข่แดงเชื่อกันว่าสามารถบอกได้ว่าผู้มีเวทมนตร์เป็นชายหรือหญิง ตามธรรมเนียมฮิสปานิคของทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา และบางส่วนของเม็กซิโก เมื่อลูบตัวเสร็จ ผู้ต้องมนต์ก็จะตอกไข่ในชามน้ำ แล้วคลุมด้วยฟาง เอาไปวางไว้ใต้หัวของคนไข้ขณะที่ยังคงหลับ หรืออาจจะให้ไข่กลับโดยการทำเป็นเครื่องหมายกางเขน จากนั้นก็จะทำการตรวจตราใข่ในชามเพื่อจะดูว่าสำเร็จไปได้แค่ไหนเท่าใด

ในบางส่วนของอเมริกาใต้ การทำ “Ojear” หรือที่แปลว่า “ก่ออันตรายโดยนัยน์ตาปีศาจ” ให้กับเด็ก, สัตว์โดยการจ้อง การกระทำเช่นนี้อาจจะก่อให้เกิดความเจ็บป่วย หรือการใช้งานไม่ได้ถ้าเป็นสิ่งของหรือยานยนตร์ นอกจากนั้นแล้วก็ยังเชื่อกันว่า “การจ้อง” เป็นการกระทำโดยไม่จงใจ ฉะนั้นการป้องกันก็อาจจะทำได้โดยการผูกริบบอนสีแดงกับสัตว์, เด็ก หรือสิ่งของ เพื่อหันเหความสนใจให้ไปจ้องริบบอนแทน

บราซิล

ในบราซิลสิ่งที่คล้ายคลึงกับ “นัยน์ตาปีศาจ” คือ “olho gordo” (แปลง่ายๆ ว่า “ตาโต”) เชื่อกันว่าเมื่อถ้าผู้ใดชมสิ่งของที่เป็นของผู้อื่น เจ้าของก็ควรจะระมัดระวังว่าผู้ชมคือใคร ถ้าการชมเป็นไปด้วยความประสงค์ดีก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามสิ่งของนั้นก็อาจจะตกไปเป็นของผู้นั้นหรือสูญหายไป ถ้าสิ่งของได้รับความเสียหายในอนาคตก็เชื่อกันว่าเกิดจากการกระทำของผู้ที่มีความอิจฉาผู้กล่าวชมสิ่งของนั้น

สหรัฐอเมริกา


นัยนาของโฮรัส

ในปี ค.ศ. 1946 นักมายากลเฮนรี กามาชีตีพิมพ์หนังสือชื่อ “Terrors of the Evil Eye Exposed!” (เผยความกลัว “นัยน์ตาปีศาจ”!) ที่บอกวิธีป้องกันตนเองจาก “นัยน์ตาปีศาจ” งานเขียนของกามาชีเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง “นัยน์ตาปีศาจ” แก่นักปฏิบัติวูดูแอฟริกันอเมริกันทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา

อียิปต์


นัยนาของโฮรัส - โฮรัสเป็นเทพแห่งท้องฟ้าของอียิปต์โบราณที่มาในรูปของเหยี่ยว ตาขวาเป็นสัญลักษณ์ของตาเหยี่ยวและเครื่องหมายรอบตา ที่บางครั้งก็จะรวมทั้งรอยน้ำตาใต้ตา ตาขวาของโฮรัสตามความเชื่อของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณเชื่อกันว่ามีอำนาจในการป้องกันอันตรายจาก “นัยน์ตาปีศาจ” ในอียิปต์สมัยใหม่ก็จะใช้เครื่องรางเช่น “มือฮัมซา” ในการป้องกัน

ความฝันของฉัน

ความฝันของฉัน

ความฝันของคุณเมื่อ 50 ปีที่แล้วนั้นเป็นความฝันที่น่ารักและน่าปรารถนา มีบ้านและลานกว้างๆ เลี้ยงไก่และมีดอกไม้สีแดงเป็นสวนนั้นเป็นภาพที่สวยงามและน่าอยู่มาก

*ความฝันและความปรารถนา:*

- ความฝันของคุณอาจเป็นผลมาจากการเติบโตในครอบครัวที่รักธรรมชาติและสัตว์ หรืออาจเป็นผลมาจากการเห็นบ้านและสวนที่สวยงามในภาพยนตร์หรือหนังสือ

- การมีบ้านและลานกว้างๆ เลี้ยงไก่และมีดอกไม้สีแดงเป็นสวนนั้นอาจเป็นความฝันที่แสดงถึงความต้องการความสงบและความสุขในชีวิต

*การบรรลุความฝัน:*

- หากคุณได้บรรลุความฝันของคุณแล้ว คุณอาจจะรู้สึกมีความสุขและพอใจกับชีวิตของคุณ

- การมีบ้านและลานกว้างๆ เลี้ยงไก่และมีดอกไม้สีแดงเป็นสวนนั้นอาจเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและทำให้คุณรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลาย

*ความทรงจำและความฝัน:*

- ความฝันของคุณเมื่อ 50 ปีที่แล้วนั้นอาจเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจและทำให้คุณรู้สึกคิดถึงอดีต

- การย้อนอดีตไปมาและนึกถึงความฝันของคุณอาจทำให้คุณรู้สึกมีความสุขและนึกถึงประสบการณ์ในอดีตของคุณ

โรคประหลาด ชายอินเดียเป็นโรคหายาก ที่ทำให้เขานอนหลับ 300 วันต่อปี


โรคประหลาด ชายอินเดียเป็นโรคหายาก ที่ทำให้เขานอนหลับ 300 วันต่อปี

โรคหายาก นอนหลับ 300 วันต่อปี

คุณอาจมองภาพคนที่นอนหลับนาน ๆ นอนหลับบ่อย ๆ เป็นคนขี้เกียจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาอาจเป็นอะไรบางอย่างที่คุณคิดไม่ถึงมาก่อน

นี่คือเรื่องราวของ Purkharam ชายชาวอินเดียจากหมู่บ้าน Bhadwa ในรัฐราชถาน ที่กำลังกลายเป็นหัวข้อข่าวไปทั่วโลก หลังจากเขาถูกกล่าวหาว่าป่วยเป็นโรค HPA axis hypersomnia ภาวะผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับที่หายาก จนส่งผลให้เขาต้องนอนหลับนาน 25 วันติดต่อกัน


ย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีก่อน Purkharam ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหายากนี้ หลังจากที่เขาใช้เวลานอนหลับมากถึง 15 ชั่วโมงต่อวัน แต่อาการของเขาค่อย ๆ แย่ลงเรื่อย ๆ จนครอบครัวของเขาเริ่มนับตารางการนอนเป็น “วัน” แทนที่จะเป็นชั่วโมง


ชายวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของร้านเล็ก ๆ ในอินเดียรายนี้ จะต้องใช้เวลานอนครั้งละ 7-8 วัน และที่หนักที่สุดก็คือเขาสามารถนอนหลับได้นานถึง 25 วันติดต่อกัน โดยล่าสุดภายในปีที่ผ่านมา เขาใช้เวลานอนหลับไปนานถึง 300 วัน จากทั้งหมด 365 วัน

ด้วยสภาพนี้ทำให้เขาสามารถเปิดร้านได้เพียง 5 วันต่อเดือนเท่านั้น แถมบางครั้งเขาก็เผลอหลับไปในระหว่างเฝ้าร้าน ปัญหาคือทุกครั้งที่เขาหลับจะไม่สามารถตื่นเองได้ ครอบครัวของเขาจึงทำได้แค่เพียงพาเขากลับบ้าน อาบน้ำ หรือแม้แต่ให้อาหารในระหว่างที่เขาหลับ


ด้วยอาการนอนหลับที่แปลกประหลาดแบบนี้ จึงทำให้เขาถูกชาวบ้านตั้งฉายาว่า “​กุมภกรรณ” ยักษ์ที่มีศักดิ์เป็นน้องแท้ ๆ ของทศกัณฐ์ในวรรณคดีรามายณะ (ต้นเรื่องของรามเกียรติ์) โดยถือเป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มากที่สุดตนหนึ่ง โดยกุมภกรรณได้เคยขอพรพระพรหมให้ตนเองมีสภาพคล้ายพระวิษณุ คือนอนหลับอยู่เป็นเวลานานจึงตื่นเพียงแค่วันเดียว เพื่อที่จะได้หยั่งรู้ความเป็นไปของโลกในการนอนหลับนั้น


Lichmi Devi ผู้เป็นภรรยาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาจะตื่นนอนในวันอาทิตย์หลังจากนอนหลับติดต่อกันเป็นเวลา 12 วัน และสิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือเปิดร้านของเขา แต่โชคร้ายที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเปิดร้านไปได้นานแค่ไหนก่อนที่เขาจะกลับเข้าสู่สภาวะหลับไหลอีกครั้ง


และที่โชคร้ายไปกว่านั้นก็คือ ภาวะการนอนหลับที่ผิดปกตินี้ยังไม่มีวิธีรักษา เขาพยายามรักษาตัวเองมาตลอดหลายปีแต่ก็ได้รับผลข้างเคียงมากมาย เช่นอาการปวดหัวอย่างรุนแรง อ่อนเพลียและเหนื่อยล้า แต่ครอบครัวของเขาก็ยังมั่นใจว่า Purkharam จะต้องหายดีและกลับไปใช้ชีวิตเป็นปกติได้ในสักวันหนึ่ง

อาการของลางสังหรณ์

อาการของลางสังหรณ์
อาการ"เขม่น" ดังกล่าวนี้ อาจเกิดขึ้นกับอวัยส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายทุก ๆ คน แต่ส่วน
มากมักจะเกิดขึ้นที่นัยน์ตา ปาก และหู เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นคนโบราณจึงจัดเอาเขม่นที่เกิด
ขึ้น และยอมรับว่า "เขม่น" นี้มีส่วนใกล้เคียงกับความจริงอยู่ในลางสังหรณ์หรือลางนิตินี้มากลางสังหรณ์จากอาการเขม่น เขม่นในตอนเช้า นับจากตื่นนอนใกล้รุ่ง ถ้าเขม่นในตาขวา จักมีญาติมิตรต่างแดนมา

หาถ้าเขม่นในตาซ้าย จักมีปากเสียงทะเลาะวิวาท หรือมีเรื่องเดือดร้อนมาสู่
เขม่นในตอนสาย (นับจากเวลา 9.00 - 12.00 หรือเที่ยงวัน) ถ้านัยน์ตาขวา ญาติมิตร
ต่างแดนหรือต่างแดงหรือต่างจังหวัดจะนำลาภมาให้ ถ้าเขม่นนัยต์ตาซ้ายจะเกิดเรื่องไม่ดีงาม
ภายในครอบครัว

เขม่นในตอนบ่าย (พ้นจากเที่ยงวัน - 16.00 น.) ถ้าเขม่นนัยน์ตาขวา การที่คิดไว้หรือ
กำลังทำอยู่จะประสบผลสำเร็จ ถ้าเขม่นนัยน์ตาซ้ายจะมีเพศตรงข้ามกล่าวขวัญถึงหรืออาจมาหา
เขม่นในตอนเย็น (ตั้งแต่ 17.00 - 19.00 น.) ถ้าเขม่นนัยน์ตาซ้ายจะมีญาติหรือเพื่อน
สนิทที่อยู่ห่างไกลมาเยี่ยม ถ้าเขม่นนัย์น์ตาขวา จักได้พบญาติหรือมิตรสหายที่จากันไปนาน
โดยไม่นึกไม่ฝัน

เขม่นในตอนกลางคืน ( 19.00 เป็นต้นไป ) ถ้าเขม่นนัยน์ตาซ้าย จักมีข่าวดีมาถึงใน
ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น หรือจักได้ลาภจากผลงานที่ทำไว้ ถ้าเขม่นนัยน์ตาขวา จักมีเรื่องทะเลาะ
เบาะแว้งของคนในครอบครัว อ่านแล้วพิจรณาเองนะครับว่าจะเชื่อหรือไม!

ลางสังหรณ์เป็นการหยั่งรู้อนาคตวิธีหนึ่ง
ที่ไม่ชัดเจนนักแต่เป็นการหยั่งรู้ ที่ไม่ต้องพึ่งพลัง อำนาจจาก พระเจ้า เป็น ความรู้สึกของคนๆหนึ่งว่าจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ลางสังหรณ์จะมีส่วนเกี่ยวพันกับ ชีวิต ประจำวันมากที่สุด มนุษย์แทบทุกคนเคยสัมผัสบางครั้งก็มาในรูปของความฝัน เช่นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในอะเบอร์ฟาน(Aberfan) แห่งแคว้นเวลส์เมื่อปี พ.ศ.2509 กองของเสียจากเหมืองแร่ ถ่านหินที่อยู่รอบหมู่บ้านของชาวเหมืองมีความสูงมากจนแทบจะเป็นภูเขาและได้ ถล่มลงมาทับ ส่วน หนึ่งของหมู่บ้านซึ่งเป็นโรงเรียนทำให้ครูและนักเรียนเสียชีวิต 140 คน

หลังจากเหตุการณ์ ครั้งนั้นแม่ของเด็กนักเรียนที่เสียชิวิตได้เล่าว่า เมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุลูกสาวของเธอฝัน และเล่าว่าเธอกำลังจะตายและเห็นโรงเรียนถูกปกคลุมไปด้วยวัตถุสีดำ อีกกรณีหนึ่งคือผู้หญิง ที่อยู่ห่างไกลจากโรงเรียนนี้หลายกิโลเมตรได้ฝันถึงเด็กในโรงเรียนกำลังอยู่ ในความเศร้าโศก เธอตื่นขึ้นมา พร้อมความหวาดกลัวและโทรศัพท์หาลูกสะใภ้ที่อยู่ในเมืองนั้นให้ระวังภัยและ ให้ดูแลลูกให้ดี

จากการสำรวจพบว่า มีลางสังหรณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้กว่า 200 กรณีในระหว่างสัปดาห์ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นการประเมินผลเกี่ยวกับลาง สังหรณ์เป็นไปได้ยากเพราะลางสังหรณ์มักถูกเปิดเผยเมื่อมี
เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครรู้ว่ามีกี่คนที่มีลางสังหรณ์โดยที่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นตามมา

ใน ปี พ.ศ.2513 นักวิจัยชื่อ ดับบลิว.เจ. คอกซ์ (W. J. Cox )ได้ทำการสำรวจพบว่า ผู้โดยสารที่อยู่ในรถไฟขบวนที่เกิดอุบัติเหตุมีน้อยกว่าผู้โดยสารในขบวน เดียวกันเวลาเดียวกับ เมื่อ ปลายสัปดาห์ ที่แล้ว ไม่มีใครรู้เหตุผลว่าทำไมจึงมีผู้โดยสารน้อยกว่า จึงต้องยกความดีให้ลาง สังหรณ์ ที่อาจจะช่วยเตือน ไม่ให้นักเดินทางบางคนใช้รถไฟสายนี้

นัก เขียนบทละครและนวนิยายชาวอังกฤษชื่อ เจ. บี. เพรสท์ลีย์ (J.B.Priestley) ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ให้ความสนใจ เกี่ยวเกี่ยวกับลางสังหรณ์ตัวอย่างเอกสารฉบับหนึ่งมีอยู่ว่าทหารเรือชาว อังกฤษได้เดินเรือควบคุมสินค้า ตามชายฝั่ง สกอตแลนด์ ในปี พ.ศ.2456 ในขณะที่เดินเรืออยู่ เขาได้มีลางสังหรณ์ขึ้นมาว่าจะต้องมีคนอยู่ในน้ำรอความช่วยเหลือ อยู่เป็นแน่จึงให้ลูกเรือนำเรือช่วยชีวิตเข้าเทียบรอปรากฏว่ามีเสียงตะโกนมา จากเรือที่ตามมาข้างหลังว่า มีคนตกน้ำอยู่แล้วเรือที่เตรียมไว้ก็ได้นำมาใช้อย่างทันท่วงที เพรสท์ลีย์เชื่อว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดจากการเกยกันของมิติ ซึ่งทำให้ ภาพในอนาคตมาปรากฏในความรู้สึก

บางครั้งการเกยกันก็เป็นไปโดยที่เรา ไม่รู้ตัวอย่างนิยายการล่มของเรือไตตัน (Titan)ที่กลายเป็นเรื่องจริงเมื่อเรือลักษณะเดียวกัน ชื่อ ไททานิก (Titanic)อับปางลงเมื่อ 14 ปีต่อมา ในปี พ.ศ.2455และรายละเอียดของความหายนะครั้งนั้นก็ช่างเหมือนกับที่ มอร์แกนโรเบิร์ตสัน (Morgan Robertson) ได้เขียนไว้ในการอับปางของไตตัน(The Wreckof the Titan)

ลางสังหรณ์มักจะเกิดในรูปของความฝัน ความฝันเป็นวิธีบอกลางสังหรณ์ที่เป็นที่ยอม รับ มากที่สุดในคัมภีร์เก่าก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับลางสังหรณ์ เช่น ความสามารถของโยเซฟ(Joseph) ในการทำนายฝันทั้งของตนเองและของผู้อื่น โยเซฟได้ทำนายฝันของฟาโรห์แห่งอียิปต์ ซึ่งเป็นผลทำให้อียิปต์รอดพ้นจากทุพภิกขภัยที่เป็นลางในฝันความสำเร็จนี้ทำ ให้โยเซฟได้รับตำแหน่งสำคัญในวังของฟาโรห์

แม้ว่าทุพภิกขภัยจะ เกิดขึ้นแต่การรู้ล่วงหน้าก็ทำให้มีการเตรียมพร้อมเพื่อให้ยากลำบากน้อยที่ สุดบางครั้งฝัน ก็ไม่ต้องการการทำนายเหตุการณ์เกิดขึ้นตามฝันทั้งหมดก็มีตัวอย่างให้เห็น เช่นในปี พ.ศ. 2489ลอร์ด คิลแบรกเกน (Lord Kilbracken)ฝันถึงชื่อม้าที่เข้าเส้นชัยในการแข่งขัน และต่อมาฝันถึงสีเสื้อของผู้ชนะแต่ความฝันเช่นนี้ก็ได้จางหายไป

อับ บราฮัม ลินคอร์น(Abraham Lincoln) แห่งสหรัฐอเมริกาฝันว่าเห็นตัวเองนอน อยู่ในพิธี ที่สง่างาม และมีผู้คนล้อมรอบและร้องไห้ทุกคนพูดกันถึงการถูกลอบสังหารของเขา ปรากฏว่าฝันเป็นจริงในเวลาไม่ถึงเดือน ท่านประธานาธิบดีก็ถูกสังหารอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้น ในปี พ.ศ.2355 จอห์น วิลเลียมวิศวกรเหมืองแร่ได้ฝันถึงการตายของนายกรัฐมนตรีแห่งอังกฤษ คือ สเปนเซอร์เพอร์ซีวัล (Spencer Perceval) ซึ่งถูกยิงในสภาสามัญวิลเลียมเล่าความฝันให้เพื่อนและญาติฟังแต่ไม่กล้า เตือนนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว หลังจากนั้น 8 วันนายกรัฐมนตรีก็ถูกยิงตามนั้นทุกประการ

เราคงไม่สามารถตอบได้ว่า เรื่องทั้งหมดที่เล่ามาเป็นความจริง?แต่เหตุผลหลายๆ อย่างทำให้เรื่องราวเหล่า นี้เป็นสิ่ง ที่รอ การพิสูจน์แล้วคุณล่ะ คุณเชื่อหรือไม่ ??

เรียบเรียงข้อมูลโดยmanman

การนอนละเมอ(Sleepwalking)

การนอนละเมอในผู้ใหญ่นั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากสิ่งเร้าบางอย่าง เช่น ความเครียด เสียงดัง การดื่มสุราหรือการกินยานอนหลับ       

ในคนปกติ การนอนละเมอจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้นไม่กี่วันก็หายไปเอง แต่ถ้าเป็นนานมากและค่อนข้างบ่อย จนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าหลับได้ไม่เต็มที่ ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิในการทำงาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อลดความเครียดและประพฤติกรรมที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการนอนละเมอและในบางรายอาจต้องใช้ยาเพื่อปรับคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น
ในแง่มุมของนักวิทยาศาสตร์ การฝัน นับเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของสมอง ซึ่งบางส่วนยังคงทำงานสานต่อกันเป็นการเห็น ได้ยินและสัมผัสต่างๆ โดยปราศจากการควบคุมจากซีรีบรัม (Cerebrum) ทำให้ความฝันทั้งหมดแปลกและพิสดารเกินกว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้
          
ส่วนในแง่มุมของนักจิตวิเคราะห์นั้นถือว่า ความฝัน เป็นสิ่งสะท้อนจิตในส่วนลึกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งความสุข สมหวัง ความทุกข์และความผิดหวัง จึงสามารถนำความฝันมาใช้ในการทำจิตบำบัด (Psychotherapy) แก่ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตได้
สิ่งที่มีอิทธิพลกับความฝัน มีดังนี้         
1. สภาพจิตใจ       
2. การแพ้อาหารหรือยาบางชนิด       
3. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ซึ่งรบกวนการนอนหลับอย่างสงบ        
4. การเจ็บไข้ได้ป่วย      
5. สภาพแวดล้อมของห้องนอน เช่น อากาศร้อน-เย็น แสงสว่างหรือเสียงที่รบกวน ล้วนสร้างความกดดันให้แก่ร่างกายและจิตใจและอาจสะท้อนออกมาในความฝันได้        
6. การมีรอบเดือน อาจมีอิทธิพลต่อผู้หญิงบางคน      
7. ทิศทางของที่นอน บางคนแนะนำว่า ถ้าคุณหันหัวนอนไปทางขั้วแม่เหล็กโลกขั้วเหนือ (North pole) เพื่อให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายเราสอดคล้องกับสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งจะทำให้คนเรามีความกลมกลืนกับพลังงานตามธรรมชาติ ช่วยให้หลับได้สนิท          
การนอนละเมอ (Sleepwalking) คือ การทำกิริยาต่างๆ โดยไม่รู้ตัวในขณะที่กำลังหลับและเมื่อตื่นขึ้นมาจะจำไม่ได้
การนอนละเมออาจจะมาจากจินตนาการในความฝัน
การละเมอ เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ       
1. สิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น หนังเขย่าขวัญ ภาพน่ากลัวหรือกิจกรรมในตอนกลางวันอันชวนตื่นเต้น ทำให้ฝังใจแม้ในยาม
หลับก็ยังนึกถึง
          
2. สิ่งกระตุ้นจากภายใน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งความเครียด ความเหนื่อยล้า กรรมพันธุ์ การปรับเปลี่ยนเวลานอน เช่น การทำงานทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้พักผ่อนหรือการคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ก่อนนอน       
การนอนหลับของเด็กจะมี 2 ช่วง เรียกว่า ช่วงหลับตื้น (REM Sleep) และช่วงหลับลึก (Non-REM Sleep) ซึ่งเป็นช่วงระยะหลังจากหลับไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง และการละเมอก็จะเกิดขึ้นในหลับลึก
          
ปัญหาการนอนละเมอในเด็ก มี 2 แบบ คือ        
1. ละเมอฝันผวา (Night terror) ส่วนมากเกิดในเด็กอายุ 4-7 ปี เนื่องจากระบบประสาทของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ การจัดเรียงข้อมูลในสมองจึงยังไม่เป็นระเบียบนัก โดยเด็กมักตกใจตื่นอย่างฉับพลัน บางครั้งก็หวีดร้อง แต่เมื่อตื่นขึ้นมาเด็กจะจำอะไรไม่ได้        
วิธีแก้ไข คือ อุ้มเด็กมากอดไว้ ลูบหัว ตบก้น โยกตัวเบาๆ และปลอบให้นอนต่อ เพราะถึงอย่างไรก็ตามเด็กก็จะจำความฝันนี้ไม่ได้อยู่ดี          
2. ละเมอเดิน (Sleepwalking) มักเกิดขึ้นในเด็กโโดยอาจเดินไปรอบๆ ห้องหรือเดินไปนอกห้องหรือนอกบ้านทั้งๆ ที่ไม่รู้ตัวและเมื่อตื่นมาก็จะจำอะไรไม่ได้เช่นกัน       
วิธีแก้ไข คือ เบื้องต้นควรปรับสภาพแวดล้อมห้องเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น โดยจัดห้องให้โล่ง ปิดประตู-หน้าต่างห้องให้แน่นหนา และไม่ควรใช้เตียงสองชั้น ในบางครั้งผู้ปกครองอาจเล่านิทานน่ารักๆ หรือเปิดเพลงให้เด็กฟังก่อนนอนเพื่อเป็นการผ่อนคลายก็ได้
พักสายตาสักนิด..ดูคลิปธรรมชาติสบายๆ
นอนละเมออันตรายนะ
อาการละเมอเป็นอาการที่พบเห็นได้และเกิดขึ้นโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว อาจเกิดจากความฝันของเจ้าตัวเอง ผมเองก็เคยนอนละเมอ แต่เกิดขึ้นนานมาแล้วคือ ละเมอขึ้นมาอาบน้ำ(อันนี้แม่เล่าให้ฟัง) บอกแม่ว่าร้อนแล้วก็เดินไปอาบน้ำแม่เห็นว่าตาปรือ ๆ หลับตาเลยตามไปดูปรากฏว่า ถอดเสื้อผ้าแล้วตักน้ำขึ้นมาอาบตอนตี 2 แล้วแต่งตัวกลับไปนอนต่อตื่นเช้าขึ้นมาแทบไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น(ตอนอายุ 12)

ประสบการณ์ ที่เคยประสบพบเจอกับคนรู้จักก็มี เพื่อนคนนึงเป็นคนละเมอที่ค่อนข้างไปในทางลามกสักหน่อย เคยเจอครั้งนึงเพื่อนคนนั้นละเมอโดยการช่วยตัวเอง ตอนแรกนึกว่าเพื่อนแกล้งหรือเป็นเกย์ แต่ไม่ใช่หลังจากการพูดคุยกันมันก็บอกว่าไม่เคยรู้ตัวเลยต้องให้ไปหาหมอครับ เพราะเป็นการละเมอที่ค่อนข้างอันตรายอาจจะโดนกล่าวหาว่าเป็นโรคจิตได้


**อีกคนละเมอแปลกประหลาดเวลานอนจะเอาแขนมากอดเพื่อนแต่ไม่ถึงตัวครับ จะค้างอยู่กลางอากาศแล้วค้างอยู่อย่างนั้น ตอนแรกนึกว่ามันแกล้งครับเพราะหน้าตากรุ้มกริมอมยิ้ม แต่ลองพิสูจน์และสอบถามดูปรากฏว่าละเมอจริง ๆ ช่วงหลัง ๆ อาการเริ่มหนักละเมอไปลูบหน้าอก(เพื่อนผู้ชาย) แรก ๆ ก็เสียวดี นาน ๆ ไปก็ไม่ไหวเริ่มเคล้ม 5555+ หลังสุดอันนึ้หนักเลยครับ เพื่อนผู้หญิงมาทำรายงานที่ห้องแล้วดันละเมอไปลูบขาผู้หญิงเค้า ก็เลยโดนตบไปฉากใหญ่ 555 แต่ก็เคลียร์กันได้เพราะว่าเพื่อนมันละเมอจริงจริง

**อีกราย ไม่รู้ว่าเป็นการละเมอหรือปล่าวคือชอบนอนกัดฟันดังมาก และกัดทั้งคืนด้วยเป็นอัันตรายต่อฟันเป็นอย่างยิ่งและทำให้คนอื่นนอนไม่หลับ ด้วย

**รายสุดท้ายอันตรายสุด ชอบละเมอเดินออกไปที่ระเบียงห้อง แล้วทำท่าจะกระโดดดีที่ผมอ่านหนังสืออยู่เลยไปช่วยไว้ทัน ตอนหลังเลยต้องย้ายหอไปอยู่ห้องที่ด้านหลังมีลูกกรง

เรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติมโดย musa

ไขปริศนาสร้อยข้อมือเงินของ Queen Hetepheres ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเครือข่ายการค้าในอียิปต์โบราณ


ไขปริศนาสร้อยข้อมือเงินของ Queen Hetepheres ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเครือข่ายการค้าในอียิปต์โบราณ


อียิปต์ไม่มีแหล่งแร่เงินในประเทศ และแทบไม่พบแร่เงินในบันทึกทางโบราณคดีของอียิปต์จนถึงยุคสำริดกลาง สร้อยข้อมือที่พบในหลุมฝังศพของราชินี Hetepheres I ซึ่งเป็นมารดาของกษัตริย์ Khufu ผู้สร้างมหาพีระมิดที่ Giza (วันที่ครองราชย์ 2589-2566 ก่อนคริสตศักราช) เป็นคอลเลกชันที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของสิ่งประดิษฐ์เงินจากอียิปต์ยุคแรก 

ในการวิจัยใหม่ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Macquarie และที่อื่น ๆ ได้วิเคราะห์ตัวอย่างจากสร้อยข้อมือของราชินี Hetepheres โดยใช้เทคนิคล้ำสมัยหลายอย่างเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติและการรักษาทางโลหะวิทยาของโลหะ และระบุแหล่งแร่ที่เป็นไปได้ ผลลัพธ์ของพวกเขาบ่งชี้ว่าเงินน่าจะได้มาจาก Cyclades (Seriphos, Anafi หรือ Kea-Kithnos) หรือบางทีอาจเป็นเหมือง Lavrion ใน Attica มันไม่รวมอนาโตเลียเป็นแหล่งที่มาด้วยระดับความมั่นใจพอสมควร

สิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยเงินปรากฏขึ้นครั้งแรกในอียิปต์ในช่วงสหัสวรรษที่ 4 ก่อนคริสตศักราช แต่ไม่ทราบแหล่งที่มาดั้งเดิมและในสหัสวรรษที่ 3


ตำราอียิปต์โบราณไม่ได้กล่าวถึงแหล่งที่มาในท้องถิ่นใด ๆ แต่มุมมองที่เก่ากว่าซึ่งได้มาจากการมีอยู่ของทองคำในวัตถุเงิน บวกกับทองคำอียิปต์และอิเล็กตรัมที่มีแร่เงินสูง ถือได้ว่าเงินได้มาจากแหล่งในท้องถิ่น

อีกทางเลือกหนึ่งคือเงินถูกนำเข้าไปยังอียิปต์ โดยอาจผ่านทางเมือง Byblos บนชายฝั่งเลบานอน เนื่องจากวัตถุเงินจำนวนมากที่พบในสุสาน Byblos ตั้งแต่ช่วงปลายสหัสวรรษที่สี่

หลุมฝังศพของราชินี Hetepheres I ถูกค้นพบที่กิซ่าในปี 1925 โดยคณะสำรวจร่วมมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด-พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์

Hetepheres เป็นหนึ่งในราชินีที่สำคัญที่สุดของอียิปต์: มเหสีของกษัตริย์ Sneferu แห่งราชวงศ์ที่ 4 และมารดาของ Khufu ผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรเก่า (ค.ศ. 2686-2180 ก่อนคริสตศักราช)

สุสานที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ของเธอเป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุคนั้น มีสมบัติมากมายรวมถึงเครื่องเรือนปิดทอง ภาชนะทองคำ และเครื่องประดับ

สร้อยข้อมือของเธอทำจากโลหะที่หายากในอียิปต์ ถูกพบล้อมรอบด้วยซากกล่องไม้ที่ปิดด้วยแผ่นทอง มีจารึกอักษรอียิปต์โบราณว่า ' Box with deben-rings '

เดิมทีแหวนหรือสร้อยข้อมือ 20 ชิ้นถูกฝังไว้ 1 ชุดสำหรับแต่ละขา 10 ชิ้น เดิมทีบรรจุอยู่ในกล่อง

โลหะบางทำให้เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว และใช้เทอร์ควอยซ์ ไพฑูรย์ และคาร์เนเลียนฝัง ระบุสไตล์ของกำไลว่าผลิตในอียิปต์ ไม่ใช่ที่อื่น

วงแหวนแต่ละวงมีขนาดลดหลั่นกัน ทำจากแผ่นโลหะบาง ๆ หุ้มแกนนูนเป็นโพรงด้านล่าง

ความหดหู่ใจที่ฝังอยู่ในภายนอกได้รับการฝังด้วยหินเป็นรูปผีเสื้อ

มีรูปแมลงอย่างน้อยสี่ตัวบนสร้อยข้อมือแต่ละเส้น โดยใช้ชิ้นส่วนเล็กๆ ของเทอร์ควอยซ์ คาร์เนเลียน และไพฑูรย์ โดยผีเสื้อแต่ละตัวคั่นด้วยคาร์เนเลียนชิ้นวงกลม

ในหลายสถานที่ ชิ้นส่วนของไพฑูรย์จริงถูกแทนที่ด้วยปูนปลาสเตอร์ทาสี

“ต้นกำเนิดของเงินที่ใช้สำหรับสิ่งประดิษฐ์ในช่วงสหัสวรรษที่สามยังคงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน” ดร.คาริน โซวาดะ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแมคควารีกล่าว

“การค้นพบครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกถึงขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่เป็นไปได้ของเครือข่ายการค้าที่รัฐอียิปต์ใช้ในช่วงแรกของอาณาจักรเก่าที่ความสูงของยุคการสร้างพีระมิด”

ดร.โซวาดะและเพื่อนร่วมงานพบว่ากำไลของราชินีเฮเทเฟอร์ประกอบด้วยเงินกับทองแดง ทอง ตะกั่ว และองค์ประกอบอื่นๆ

แร่ธาตุได้แก่ เงิน ซิลเวอร์คลอไรด์ และอาจมีร่องรอยของคอปเปอร์คลอไรด์

น่าแปลกที่อัตราส่วนไอโซโทปของตะกั่วนั้นสอดคล้องกับแร่จาก Cyclades (หมู่เกาะ Aegean ประเทศกรีซ) และในระดับที่น้อยกว่าจาก Lavrion (Attica ประเทศกรีซ) และไม่แยกออกจากทองคำหรืออิเล็กตรัมตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

แร่เงินน่าจะได้มาจากท่าเรือ Byblos บนชายฝั่งเลบานอน และเป็นเครื่องยืนยันที่เร็วที่สุดของกิจกรรมการแลกเปลี่ยนทางไกลระหว่างอียิปต์และกรีซ

การวิเคราะห์ยังเปิดเผยวิธีการทำงานของเงินอียิปต์ยุคแรกเป็นครั้งแรก


“ตัวอย่างได้รับการวิเคราะห์จากของสะสมในพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ในบอสตัน และภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดแสดงให้เห็นว่าสร้อยข้อมือทำขึ้นโดยการตอกโลหะที่ผ่านการขึ้นรูปเย็นด้วยการอบอ่อนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการแตกหัก” ศาสตราจารย์เดเมียน กอร์ นักโบราณคดีจาก มหาวิทยาลัยแมคควารี

“สร้อยข้อมือยังน่าจะถูกผสมด้วยทองคำเพื่อปรับปรุงรูปลักษณ์และความสามารถในการขึ้นรูประหว่างการผลิต”

GQ Everyday Shirt เสื้อเชิ้ตสีขาว แขนยาว มีกระเป๋า Regular Fit ทรงปกติ แต่งตัวง่าย ดูดี รีดง่าย ใส่ได้หลายลุคทุกโอกาสซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย!




“ความหายากของวัตถุเหล่านี้มีสามเท่า: เศษซากที่หลงเหลือจากยุคนี้หายาก; เงินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่รอดชีวิตในบันทึกทางโบราณคดีจนถึงยุคสำริดกลาง (ค.ศ. 1900 ก่อนคริสตศักราช); และอียิปต์ขาดแหล่งแร่เงินที่สำคัญ” ดร. โซวาดะกล่าว

การค้นพบนี้ตีพิมพ์ในJournal of Archaeological Science: Reports



คาริน โซวาดะและคณะ 2023 การวิเคราะห์สร้อยข้อมือของราชินี Hetepheres จากหลุมฝังศพอันโด่งดังของเธอในกิซ่า เปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเงิน โลหะวิทยา และการค้าในอาณาจักรอียิปต์เก่า ค. พ.ศ. 2600 วารสารวิทยาศาสตร์โบราณคดี:

การศึกษาชี้ สิ่งมีชีวิตน่าจะรู้จัก ‘ความเข้าอกเข้าใจกัน’ ตั้งแต่ยุคโบราณ


การศึกษาชี้ สิ่งมีชีวิตน่าจะรู้จัก ‘ความเข้าอกเข้าใจกัน’ ตั้งแต่ยุคโบราณ

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับเมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า ความสามารถของคนเราในการแบ่งปันประสบการณ์อาจมีอยู่ในสัตว์ต่าง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ตั้งแต่เมื่อหลายล้านปีก่อน และก่อนที่ปลาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลายจะมีดำเนินเส้นทางวิวัฒนาการที่แตกต่างกันไป

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์มักจะต่อต้านในเรื่องของการกำหนดความรู้สึกนึกคิดที่เหมือนมนุษย์ให้กับสัตว์ แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สัตว์หลายชนิดซึ่งรวมทั้งปลานั้นมีอารมณ์ที่หลากหลาย

แต่ในการศึกษาครั้งใหม่นี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปลาก็สามารถรับรู้ถึงความหวาดกลัวในปลาตัวอื่นได้ ก่อนที่พวกมันจะรู้สึกกลัวตามไปด้วย โดยทักษะดังกล่าวนี้ถูกควบคุมโดยออกซิโทซิน (oxytocin) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองชนิดเดียวกับที่มีบทบาทในความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นของมนุษย์เรา




นักวิจัยทำการศึกษาเรื่องดังกล่าวโดยวิธีลบยีนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการดูดซึมสารออกซิโทซินในสมองของปลาม้าลาย ซึ่งเป็นปลาเขตร้อนขนาดเล็กที่มักใช้ในการวิจัย หลังจากนั้น ปลาเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่เหมือนต่อต้านสังคม โดยพวกมันไม่สามารถรับรู้หรือตอบสนองเมื่อปลาตัวอื่น ๆ แสดงความกังวล

และเมื่อปลาม้าลายที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปบางตัวได้รับการฉีดสารออกซิโทซินเข้าไป ความสามารถในการรับรู้และตอบสนองต่อความรู้สึกของปลาตัวอื่นก็กลับคืนมา โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการทางสมองนี้ว่า "การติดต่อทางอารมณ์"

อิบูคูน อาคินรินาเด (Ibukun Akinrinade) จากมหาวิทยาลัยแห่งคัลการี (University of Calgary) ในแคนาดา ผู้ร่วมเขียนรายงานการศึกษานี้พูดถึงปลาในการทดลองว่า “พวกมันจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นปลาตัวอื่น ๆ ตกใจกลัว” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เหมือนกับมนุษย์

ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ออกซิโทซินมีบทบาทที่คล้ายกันในการส่งผ่านความกลัวให้แก่หนูในการทดลอง

แต่ รูอี โอลิเวียร่า (Rui Oliveira) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยอีกคนหนึ่งจากสถาบันวิทยาศาสตร์ กัลป์เบนเคียน (Gulbenkian) ของโปรตุเกส กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นใหม่นี้แสดงให้เห็นถึง "บทบาทที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ” ของออกซิโทซินในการถ่ายทอดอารมณ์

ส่วน ฮานส์ ฮอฟมานน์ (Hans Hofmann) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งเท็กซัส (University of Texas) วิทยาเขตออสติน ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้อธิบายว่า กระบวนการทางสมองนี้ “อาจเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณ 450 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นเวลาที่มนุษย์เราและปลาตัวน้อยเหล่านี้มีบรรพบุรุษร่วมกัน”

และแม้บางครั้ง ออกซิโทซินก็ถูกมองว่าเป็นฮอร์โมน "ความรัก" ฮอฟมานน์ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วมันเป็นเหมือนกับ "เทอร์โมสแตท หรือตัวควบคุมอุณหภูมิ ที่กำหนดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในสังคม" ในส่วนของสมองที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ "ซึ่งอาจทำให้คุณวิ่งหนีจากอันตราย" หรือ มีส่วนร่วมในการผสมพันธุ์หรือสืบพันธุ์


คาร์ล ซาฟีนา (Carl Safina) จากมหาวิทยาลัยสโตนี บรู๊ค (Stony Brook University) ซึ่งเป็นอีกคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษา กล่าวว่า เทอร์โมสแตทดังกล่าวอาจมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม พร้อมระบุว่า “รูปแบบของการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นที่สำคัญที่สุด คือความกลัวที่สามารถติดต่อกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่ควรจะมีไว้ในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป….”

‘แบตเตอรีกินได้’ ทางเลือกใหม่ด้านพลังงานและการแพทย์

‘แบตเตอรีกินได้’ ทางเลือกใหม่ด้านพลังงานและการแพทย์

นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอิตาลีได้สร้างแบตเตอรี่ต้นแบบที่สามารถกินได้และชาร์จไฟได้ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด ซึ่งอาจเป็นใบเบิกทางสู่การพัฒนาด้านพลังงาน ด้านอาหาร และด้านการแพทย์ไปพร้อมกัน

นักวิจัยในมิลาน อิตาลี ได้สร้างแบตเตอรีต้นแบบที่สามารถกินได้ ซึ่งพวกเขาหวังว่าจะสามารถปฏิวัติอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถบริโภคได้ โดยนักพัฒนากล่าวว่านี่เป็นตัวอย่างแรกของแบตเตอรี่ที่ทั้งกินได้และชาร์จไฟได้

คณะนักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งอิตาลี (IIT) ผลิตแบตเตอรีจากผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยอัลมอนด์ ลูกเคเปอร์ ถ่านชาร์โคล (activated charcoal) สาหร่าย ทองคำเปลว และขี้ผึ้ง


มาริโอ ไคโรนี ผู้ประสานงานโครงการนี้ อธิบายว่า "แกนกลางของอุปกรณ์ดังกล่าวมีขั้วไฟฟ้าอยู่สองขั้ว โดยจะต้องใช้วัสดุสองอย่าง สองโมเลกุล เพื่อให้อุปกรณ์ทำงานได้ สำหรับขั้วบวก จะใช้ไรโบฟลาวินซึ่งเป็นวิตามินที่พบได้ในอัลมอนด์ ส่วนขั้วลบ จะใช้เควอซิทิน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและพบได้ในลูกเคเปอร์

นอกจากนี้ แบตเตอรียังใช้ถ่านชาร์โคลเพื่อเพิ่มการนำไฟฟ้า ในขณะที่ตัวคั่นภายในแบตเตอรีเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรทำจากสาหร่ายที่นิยมใช้ในการห่อซูชิ ส่วนขั้วไฟฟ้าของแบตเตอรีจะถูกหุ้มด้วยขี้ผึ้งโดยมีหน้าสัมผัสเป็นทองคำที่กินได้สองแผ่น ซึ่งรองรับด้วยฐานเซลลูโลสเพื่อเป็นตัวนำไฟฟ้า


ไคโรนีกล่าวว่า "แบตเตอรีที่กินได้นี้ช่วยให้เราสามารถกลืนอุปกรณ์ เช่น เซ็นเซอร์ เข้าไปและย่อยสลายในร่างกายของเราเหมือนกับอาหาร หลังจากที่ใช้งานเสร็จแล้ว"

นักวิจัยหวังว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กินได้นี้จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการวินิจฉัยและการรักษาอาการต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหาร และยังสามารถใช้ตรวจสอบคุณภาพอาหารได้อีกด้วย

โดยที่ผ่านมา อุปกรณ์ที่กินได้นั้นมีใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยได้ ซึ่งหมายความว่าหากมีปัญหาในระหว่างกระบวนการย่อยอาหาร ก็อาจต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำอุปกรณ์ออกมา แต่อุปกรณ์ของนักวิจัยอิตาลีชิ้นนี้สามารถย่อยได้ทั้งหมดโดยไม่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ การใช้งานอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้นอกเหนือจากการวินิจฉัยสุขภาพ ได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพอาหารและการพัฒนาหุ่นยนต์แบบนิ่มที่กินได้


ทั้งนี้ แบตเตอรีต้นแบบทำงานที่ 0.65 โวลต์ ซึ่งเป็นแรงดันไฟฟ้าต่ำเกินไปที่จะทำให้เกิดปัญหาภายในร่างกายมนุษย์ และจ่ายไฟ 48 ไมโครแอมป์นานสูงสุด 12 นาที นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายไฟให้กับหลอดไฟ LED ขนาดเล็กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่น ๆ โดยนักวิจัยกำลังพยายามเพิ่มความจุพร้อมทั้งลดขนาดอุปกรณ์ลงให้เท่ากับกล่องใส่ยาเม็ดที่สามารถกลืนได้ง่ายขึ้น

การตรวจสอบความเป็นไปได้ของแนวคิดเซลล์แบตเตอรีกินได้นี้ ได้รับการอธิบายไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Materials ฉบับเดือนเมษายน

เมื่อเด็ก 6 ขวบหลงป่านาน 10 ชั่วโมงท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ ถูกพบโดยโดรนตรวจจับความร้อน


เมื่อเด็ก 6 ขวบหลงป่านาน 10 ชั่วโมงท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ ถูกพบโดยโดรนตรวจจับความร้อน

นี่เป็นการพลิกสถานการณ์โดยใช่เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ใช่โดรนจับคลื่นความร้อน

ในขณะที่บ้านเราการใช้โดรนเป็นสิ่งที่ใช้ในการถ่ายภาพเท่านั้น แต่ช่างภาพหนุ่มนาม สตีฟ ไฟนส์ ได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อใช้งานมันอย่างถูกวิธี ก็สามารถช่วยชีวิตคนได้เช่นกัน เพราะเขาได้ช่วยเด็กชาย 6 ขวบที่หลงทางบนเขาในอุณหภูมิต่ำกว่า -1 องศาเซลเซียสที่หนาวเย็นนานกว่า 10 ชั่วโมงโดยใช้โดรนของเขา


เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อเด็กชายที่ชื่อ อีธาน เฮาส์จากเมื่องเบคเกอร์ มินเนโซตา ลงจากรถโรงเรียนและออกจากบ้านเพื่อพาสุนัขของเขาออกไปเดินเล่น แต่หลังจากนั้นเด็กน้อยกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


ปฎิบัติการช่วยชิวิตเด็กน้อยเริ่มต้นขึ้น และมีอาสาสมัครในชุมชนมากกว่า 600 คนในการช่วยตามหา แต่เนื่องด้วยอากาศที่หนาวเย็นที่ -1 องศาเซลเซียสภารกิจนี้จึงไม่ง่ายนัก


ตลอดการค้นหากว่า 8 ชั่วโมงหลังจากการหายตัวไปของเด็กน้อย อาสาสมัครได้พบเพียงแค่รอยเท้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยเท่านั้น
จนกระทั่งช่างภาพมืออาชีพอย่าง สตีฟ ไฟนส์ ได้ตัดสินใจใช้งานโดรนคู่ใจของเขา ติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อนเพื่อสำรวจจากด้านบน เป็นเวลานานกว่าชั่วโมง ที่สตีฟแกะรอยจากความร้อนของรอยเท้าจนนำไปสู่การพบตัวการพบตัวเด็กน้อยในที่สุด

อีธานถูกพบหลังจากนั้น โดยเขาห่างจากบ้านเขาไปประมาณ 2.4 กิโลเมตรซึ่งไกลพอสมควรสำหรับเด็กน้อยที่อายุเพียง 6 ขวบเท่านั้น โชคยังดีที่เขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงในช่วงเวลาที่พบตัว

สตีฟได้รับคำชื่นชมอย่างมากในการมีส่วนสำคัญในการค้นหาอันน่าเหลือเชื่อครั้งนี้ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณกับชุมชนที่ออกมาช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังจนภารกิจนี้สำเร็จไปได้ด้วยดีทั้งอาสาสมัครที่ช่วยชี้รอยเท้าของเด็กน้อย ทั้งการใช้วิทยุสื่อสารในพื้นที่และการประสานงานของนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ทุกคน ก็หวังว่าน้องจะเข็ดจนไม่กล้าออกไปไกลจากบ้านอีกแล้วนะ

ดีนะครับเหตุการณ์เกิดที่ต่างประเทศ แต่ท่าเป็นประเทศไทยคงจุดธูปขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยละ 
ตามความเชื่อ

ที่ต่างประเทศเขาใช่วิทยาการเทคโนโลยีในการค้นหา

ค้นหาบล็อกนี้

รายการบล็อกของฉัน